February 25, 2026

JTS ทุ่ม 550 ล้านบาท กระโดดสู่ธุรกิจดาวเทียม หวังดันไทยขึ้นแท่นผู้นำเศรษฐกิจอวกาศ

บริษัท บริษัท จัสมิน เทคโนโลยี โซลูชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ เจทีเอส เดินหมากครั้งใหญ่ ปรับสถานะจากผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล สู่การเป็น “แชมป์อวกาศประเทศไทย” ด้วยการลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ใน 2 ธุรกิจอนาคต ได้แก่ ดาวเทียมวงโคจรต่ำ (LEO Satellite) และแพลตฟอร์มคลินิก AI รวมวงเงินไม่เกิน 550 ล้านบาท หวังปักหมุดสร้างระบบนิเวศโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลอัจฉริยะของประเทศ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มติคณะกรรมการบริษัทครั้งที่ 3/2569 เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 อนุมัติให้ JTS เข้าลงทุนใน บริษัท อีออส ออร์บิท จำกัด (EOS) ผู้พัฒนาเทคโนโลยีดาวเทียมและระบบอวกาศครบวงจรของไทย ครอบคลุมตั้งแต่การออกแบบ ผลิต ประกอบ และทดสอบดาวเทียมขนาดเล็ก (Small Satellite/CubeSat) ไปจนถึงการพัฒนาเทคโนโลยีภาคพื้นดินและระบบสื่อสารที่เกี่ยวข้อง

ภายหลังการเพิ่มทุน JTS จะถือหุ้นใน EOS สัดส่วน 19.23% ของทุนจดทะเบียน ชำระค่าลงทุนไม่เกิน 500 ล้านบาท การเข้าถือหุ้นครั้งนี้ถือเป็นการขยายพอร์ตเข้าสู่อุตสาหกรรมเทคโนโลยีดาวเทียทขั้นสูงที่กำลังเติบโตในระดับโลก

ธุรกิจ Space Economy มีการประเมินมูลค่าตลาดโลกว่าแตะ 1.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2578 ขณะที่ตลาดอวกาศไทยมีมูลค่าราว 56,000 ล้านบาท และมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง

EOS นับเป็นบริษัทไทยรายเดียวที่มีดาวเทียม Low Earth Orbit (สิงห์) ดำเนินการเชิงพาณิชย์ได้จริง ความต้องการใช้งานเพิ่มขึ้นทั้งจากภาครัฐและเอกชน ทั้งในมิติความมั่นคง การจัดการทรัพยากร การเกษตร และการวางผังเมือง สะท้อนศักยภาพรายได้ระยะยาวจากบริการมูลค่าสูง

ในเชิงเทคโนโลยี การลงทุนครั้งนี้ต่อยอดจุดแข็งของ JTS ด้านโครงสร้างพื้นฐาน GPU และ AI Computing โดยสามารถนำพลังประมวลผลขั้นสูงมาวิเคราะห์ภาพถ่ายดาวเทียมความละเอียด 0.5 เมตร ตั้งแต่การตัดเมฆ (Cloud Removal) การตรวจจับวัตถุอัตโนมัติ (AI Object Detection) เช่น อากาศยาน ยานพาหนะทางทหาร เรือรบ ตลอดจนการติดตามการเปลี่ยนแปลงพื้นที่ (Change Detection)

บริการดังกล่าวถือเป็น “หน่วยสืบราชการลับข้อมูลอวกาศ” ที่มีมูลค่าเพิ่มสูง และมีแนวโน้มความต้องการเพิ่มขึ้นในยุคภูมิรัฐศาสตร์ผันผวน โดย EOS มีแผนจำหน่ายบริการแก่ลูกค้าภาครัฐและเอกชนมากกว่า 40 รายในอนาคต ซึ่งจะเปิดโอกาสให้ JTS เข้าถึงสัญญาโครงการถ่ายภาพและวิเคราะห์ข้อมูลที่มีความต่อเนื่องและยั่งยืน

ยุทธศาสตร์นี้ยังวางรากฐานสู่การเป็น Space Data Intelligence Platform แห่งแรกของไทย ที่ผสานทั้ง Connectivity และ Earth Observation รองรับความต้องการในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สอดรับนโยบายรัฐที่ผลักดันอุตสาหกรรมเป้าหมายและเศรษฐกิจดิจิทัล

นอกเหนือจากอวกาศ คณะกรรมการยังอนุมัติลงทุนใน บริษัท อัลติเมต จำกัด (สุดขีด) สัดส่วน 25% ของทุนจดทะเบียน ภายหลังเพิ่มทุน ด้วยวงเงินไม่เกิน 50 ล้านบาท เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เอไอ เฮลธ์แคร์

โดย สุดขีด ดำเนินธุรกิจสถานพยาบาลปฐมภูมิด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI-Powered Primary Care Clinic) ภายใต้ระบบ ระบบปฏิบัติการ AI-Native Clinic ครอบคลุมระบบนัดหมาย เวชระเบียนอิเล็กทรอนิกส์ ระบบวินิจฉัยโรคด้วย AI การสั่งจ่ายยา บริการแพทย์ทางไกล (Telemedicine) และระบบจัดส่งยา ตั้งเป้าขยาย 10 สาขาใน 2 ปีแรก

การลงทุนดังกล่าวเป็นการต่อยอดโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของ JTS สู่ภาคสาธารณสุข สร้างระบบสุขภาพดิจิทัลครบวงจร และเปิดทางความร่วมมือกับ Looloo Technology ผู้พัฒนา AI ชั้นนำของประเทศ เพื่อพัฒนานวัตกรรมด้านการแพทย์ในระยะยาว

ในเชิงกฎเกณฑ์ ธุรกรรมการลงทุนทั้ง EOS และ ULTIMED เข้าข่ายรายการได้มาซึ่งสินทรัพย์ประเภทที่ 2 ตามเกณฑ์ตลาดทุน (ขนาดรายการ 15% ขึ้นไปแต่ต่ำกว่า 50%) บริษัทต้องจัดทำรายงานและเปิดเผยต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยคาดว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จภายในไตรมาส 2 ปี 2569

พร้อมกันนี้ บอร์ดอนุมัติขอรับความช่วยเหลือทางการเงินจาก บริษัท จัสมิน ซับมารีน เทเลคอมมิวนิเคชั่นส์ จำกัด (JSTC) วงเงินไม่เกิน 550 ล้านบาท เพื่อใช้เป็นเงินทุนลงทุนดังกล่าว โดย JSTC เป็นบริษัทย่อยที่ถือหุ้น 100% โดย บริษัท จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน)(JAS) ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของ JTS ในสัดส่วนรวม 69.04% ธุรกรรมนี้เข้าข่ายรายการที่เกี่ยวโยงกันตามประกาศคณะกรรมการกำกับตลาดทุน

สำหรับในภาพรวม JTS กำลังวางยุทธศาสตร์ระยะยาวบนแนวคิด “Digital Sovereignty” ผ่าน 3 เสาหลัก ได้แก่ โครงสร้างพื้นฐานข้อมูลจากอวกาศ (Space Infrastructure) พลังประมวลผลขั้นสูง (AI Computing Infrastructure) และแพลตฟอร์มประยุกต์ใช้ AI ในภาคสุขภาพและเศรษฐกิจ (Applied AI Platform)